วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ทั่วไป
การมีเพศสัมพันธ์ นอกจากเป็นวิถีทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ยังมีผลพลอยได้เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย นักวิชาการที่ช่างสรรหาเรื่องวิจัยระบุว่า ผลพลอยได้จากการมีเพศสัมพันธ์ สะท้อนออกมาทางกระบวนการทางชีววิทยา ถ้าใช้คำว่า ผลพลอยได้ ก็ต้องมีความหมายในแง่บวก เช่น เซ็กซ์ช่วยลดความอ้วน เซ็กซ์ช่วยบำรุงความงาม ช่วยแก้ปวดหัวและอาการแพ้ ช่วยประหยัด...ไม่ต้องซื้อน้ำหอม เซ็กซ์ทำให้ผมนุ่มเป็นเงางาม เป็นต้น ซึ่งเขารวมเรียกว่า คุณูปการของเซ็กซ์ ไว้ดังนี้
1. เซ็กซ์คือการบำรุงความงาม การทดลองทางวิทยาศาสตร์ พบว่าขณะผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ เธอจะหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมาปริมาณมาก ซึ่งทำให้เส้นผมเป็นเงางามและผิวพรรณนุ่มนวล
2. เพศสัมพันธ์ที่อ่อนโยนและผ่อนคลาย ช่วยลดการอักเสบทางผิวหนัง เช่น สิวและผื่นต่างๆ เหงื่อที่ไหลออกมาเป็นตัวชะล้างรูขุมขน ทำให้ผิวผ่องใส
3. เพศสัมพันธ์ช่วยเผาผลาญแคลอรีที่คุณกินเข้าไปช่วงมื้อค่ำอันโรแมนติก
4. เซ็กซ์คือการออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งช่วยยืดเส้นยืดสายและทำให้กล้ามเนื้อตึงในทุกๆ ส่วนของร่างกาย อีกทั้งน่าสนุกกว่าจ๊อกกิ้งหรือว่ายน้ำสัก 20 เที่ยวเป็นไหนๆ แถมยังไม่ต้องใช้รองเท้ากีฬาแพงๆ
5.เซ็กซ์ช่วยลดความตึงเครียดได้ดียิ่ง กิจกรรมทางเพศช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ในกระแสเลือดทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
6. มีเซ็กซ์บ่อยๆ คุณยิ่งได้รับสารเคมีที่ชื่อ ฟีโรโมนส์ (Pheromones) มากยิ่งขึ้น
7. กลิ่นตัวที่ถูกขับออกมาขณะมีความต้องการทางเพศ เป็น 'น้ำหอม' ที่ช่วยกระตุ้นให้เพศตรงข้ามคึกคักได้อย่างเหลือเชื่อ
8. จูบกันทุกวันลดอาการฟันผุ การจูบกระตุ้นน้ำลายให้ขับน้ำลายออกมา จึงช่วยชะล้างฟันของคุณให้สะอาด
9. เซ็กซ์แก้ปวดหัว ตลอดกระบวนการทางเพศจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดซึ่งไปปิดกั้นหลอดเลือดในสมองไว้
10. ร่วมเพศบ่อยๆ ช่วยแก้อาการคัดจมูก เพราะเซ็กซ์เป็นยาแอนตี้ฮิสตามีนจากธรรมชาติ แก้อาการแพ้ฝุ่นแพ้ละอองได้ดี
11. เซ็กซ์จะเป็นยานอนหลับที่มีประสิทธิภาพดีกว่า แวเลี่ยม (Valium) หลายเท่า ถ้าคุณ 'สามารถ' มีเซ็กซ์เกิน 5 ครั้งในหนึ่งคืน ( ถ้าไม่สามารถ ห้ามทำเด็ดขาด )
เพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่า 'ผลพลอยได้' จึงต้องมีเซ็กซ์ตามสมควร อย่าถึงกับต้องหักโหม
เพราะนั่นจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าโชคดีในเรื่องเพศ
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552
10 วิธีของการได้บุญ
1. การให้ทาน มี 3 วิธี คือ ให้สิ่งของเป็นทาน การให้อภัยเป็นทาน และการให้ธรรมคำสั่งสอนเป็นทาน ย่อมได้บุญ
2. การรักษาศีล 5 หรือการทำให้สังคมเป็นปกติสุข โดยการไม่เบียดเบียนคนอื่นทางกายและวาจา ย่อมได้บุญ
3. การพัฒนาอบรมจิตใจ เพื่อให้จิตสงบ เกิดปัญญา เพื่อกำจัดกิเลสได้ง่ายขึ้น ย่อมได้บุญ
4. การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่ และให้เกียรติต่อผู้ต่ำกว่าตน ย่อมได้บุญ
5. การช่วยเหลือทำกิจให้คนอื่นหรือส่วนรวมในทางที่ดีที่ชอบ ย่อมได้บุญ
6. การอุทิศส่วนบุญให้ผู้ล่วงลับ และการเฉลี่ยความดีให้กับผู้อื่นที่ทำงานร่วมกันที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้บุญ
7. การพลอยยินดีในความดีของผู้อื่น หรือการอนุโมทนาส่วนบุญ ย่อมได้บุญ
8. การฟังธรรม ฟังเทศน์ ศึกษาธรรมะ และความรู้อื่น ๆ ที่ดีที่ชอบ ย่อมได้บุญ
9. การสั่งสอนธรรม การให้ความรู้ การส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้แก่บุคคล ในทางที่ดีที่ชอบ ย่อมได้บุญ
10. การทำความเห็นของตนให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ย่อมได้บุญ
มงคลชีวิต
อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย
อย่าคอยวาสนา อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าสุกก่อนห่าม อย่าพล่ามก่อนทำ อย่ารำก่อนเพลง
อย่าข่มเหงผู้น้อย อย่าคอยแต่ประจบ อย่าคบแต่เศรษฐี
อย่าดีแต่ตัว อย่าชั่วแต่คนอื่น อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ
อย่าเอาเปรียบสังคม อย่าชื่นชมคนผิด อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา อย่านินทาพระเจ้า
อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์ อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าพิทักษ์พาลชน อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552
ทั่วไป
10 ขั้นตอนการใช้ชีวิตคู่ที่ดี
1. เป็นตัวของตัวเอง และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น อย่าพยายามเปลี่ยนคนรักของคุณให้เป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น แฟนคุณอาจจะไม่ได้สวยเหมือนนางงาม หรือหล่อเหมือนนายแบบ ขอให้รักในสิ่งที่คนรักของคุณเป็น ยังมีอีกหลายสิ่งอีกมากมายในตัวคนรักของคุณ ซึ่งมากกว่าสิ่งภายนอกที่ตาของคุณมองเห็น
2. มีอะไรต้องพูดกัน สำหรับคุณผู้ชาย อาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องพูดต้องเล่าทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งบางทีคุณคิดว่ามันไร้สาระ ซึ่งต่างจากผู้หญิง อย่ามัวนั่งเดาความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่ให้เรียนรู้ที่จะพูดและแสดงออกว่าคุณรู้สึกอย่างไร เพื่อที่จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่า คุณกำลังรู้สึกอะไร ต้องการอะไร ทำไมคุณถึงอารมณ์ไม่ดี หรือแม้แต่วันนี้ที่คุณอารมณ์ดีเนี่ย เป็นเพราะอะไร เมื่อคุณไม่ต้องการหรือหยุดที่จะถ่ายทอด บอกเล่าความรู้สึกของคุณให้กับอีกฝ่ายได้รับฟัง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของความรัก
3. หากิจกรรมทำร่วมกัน ข้อนี้ง่ายมาก หากิจกรรมอะไรก็ตามที่ทั้งคู่ สามารถทำด้วยกันแล้วมีความสุข กระทำร่วมกัน คุณอาจจะนั่งดูทีวี หรือไปเดินเล่นจูงมือกันในห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ตามแต่รสนิยมของคุณทั้งคู่ แล้วก็ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือเรียกว่าเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน โดยคุณผู้หญิงนานๆที ก็ลองนั่งดูรายการฟุตบอลรายการโปรดของแฟนคุณ เปลี่ยนบรรยากาศ ส่วนคุณผู้ชายก็อาจจะลองไปเดิน shopping เป็นเพื่อนแฟนคุณดูสักครั้ง แทนที่จะไล่ให้แฟนคุณไปช๊อบปิ้งกับเพื่อนของเธอ อาจจะทำให้ทั้งคู่เข้าใจอารมณ์ของกันและกันมากยิ่งขึ้น การที่คุณใช้เวลากับเพื่อนของคุณมากกว่ากับแฟนของคุณ นั่นอาจจะเป็นสัญญาณอันตรายบ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ของคุณกำลังสั่นคลอน 4. พบกันคนละครึ่งทาง ถ้าหากแฟนหนุ่มของคุณกล้าที่จะโยนเสื้อตัวโปรด ขาดๆ เก่าๆ แต่คุณไม่ชอบของเค้าทิ้ง คุณก็ไม่ควรจะโกรธถ้าเค้าขอร้องให้คุณเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย ความสัมพันธ์ที่สมดุลและแนบแน่น ต้องประกอบไปด้วยการให้และการรับ เพราะฉะนั้นจงเรียนรู้ที่จะพบกันคนละครึ่งทาง
5. แสดงความรักของคุณให้เค้ารู้ ลองซื้อดอกไม้ ขนม หรือน้ำหอม ให้กับคนที่คุณรักอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าคุณจะคบกันมา 5 ปีแล้วก็ตาม มันจะทำให้คุณรู้สึกดีที่ได้แสดงความรักแก่คนที่คุณรักอย่างสม่ำเสมอ นี่เป็นการบริหารความสัมพันธ์ของคู่ของคุณ แม้ว่าจะคบกันมานาน หัดเอาใจใส่ในสิ่งเล็กๆน้อยๆ ของคนที่คุณรักและแสดงให้เค้าเห็นว่า คุณใส่ใจ อาจจะเป็นเรื่องอาการไม่สบาย ขนมที่เค้าชอบ หรือสีโปรดของเขา สิ่งเหล่านี้ เรารับรองว่าถ้าคุณลองทำ ความรักของคุณจะชุ่มชื่น จนใครๆอิจฉา
6. ให้เกียรติซึ่งกันและกัน หยุดล้อเล่นและหัวเราะเยาะปมด้อย หรือข้อบกพร่องในตัวเค้า หากเป็นเป็นสิ่งที่คุณเคยชินที่จะทำ ลองไตร่ตรองดูว่า เขาหรือเธออาจไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องตลกด้วยก็ได้ ถ้าหากว่าเค้ามีปมด้อย ตรงความเตี้ยของเขา คุณก็ควรจะหยุดเปรยชมคนตัวสูงๆ ที่บังเอิญเดินผ่านเข้ามา รู้มั๊ยว่านั่น เป็นการทำลายความมั่นใจและความรู้สึกของเขาโดยตรง ความรักเป็นเรื่องของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และแคร์ความรู้สึกของกันและกันตลอดเวลา
7. ลืมความหลังเก่าเสีย หยุดพูดถึงเรื่องเก่าๆ ไม่มีใครหรอกที่อยากจะพูดถึงและนึกถึงเรื่องที่เศร้าหรือเรื่องผิดพลาดในอดีตของตัวเอง รู้จักให้อภัยและเลิกขุดคุ้ยข้อผิดพลาดของกันและกัน ให้อดีตเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจุบันมากกว่า
8. เลิกนิสัยขี้อิจฉาของคุณ เราพนันได้เลยว่า ทุกคนมีความรู้สึกไม่ปลอดภัย และระแวงในช่วงต้นของความสัมพันธ์ แต่อย่าเปลี่ยนความรู้สึกไม่ปลอดภัยและระแวงมาเป็นความอิจฉา วิธีทดสอบว่าคุณเริ่มอิจฉาก็คือ คุณเริ่มที่จะตรวจสอบกระเป๋าสตางค์หรือของส่วนตัวของเค้า นั่นแหละ ใช่เลย คุณกำลังระแวงเค้าอยู่ ความอิจฉา หรือความขี้หึงก็เหมือนกับยาพิษที่ค่อยๆ ทำลายความรักและความสัมพันธ์ของคุณ ไปทีละเล็กทีละน้อยโดยที่คุณไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นจงเชื่อมั่นในตัวคนรักของคุณ ความรักจะต้องมีความมั่นใจเป็นพื้นฐาน
9. ฝึกเป็นคนรักษาคำพูด ถ้าคุณเป็นคนชอบผิดนัดและผิดสัญญา ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องจับเข่าคุยกันให้รู้เรื่อง หากคุณคิดว่าจะคุณจะมีคนรัก คุณก็ควรจะให้ความสำคัญแก่คนรักของคุณ และพยายามอย่าทำให้เค้าผิดหวัง ถ้าหากเป็นเรื่องที่ไม่สุดวิสัยจริงๆ เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกแย่เมื่อคนรักของคุณต้องรอคุณทานข้าว แล้วคุณไม่มา ถ้าหากคุณไม่สามารถทำตามสัญญา ก็อย่าสัญญา เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่คนรักของคุณ เริ่มที่จะรู้สึกว่า เค้าไม่มีความสำคัญต่อคุณสักเท่าไหร่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณได้สูญเสียเค้าคนนั้นไปแล้วก็ได้
10. จงซื่อสัตย์ต่อตนเองและคนรักของคุณ ความซื่อสัตย์ที่เราหมายถึงคือ การอธิบายความรู้สึกของคุณอย่างตรงไปตรงมาแก่คนรัก อย่าปิดบังความรู้สึก ถ้าคุณรู้สึกว่าเค้าทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด หรือโกรธเคือง จงบอกเค้า อย่างไม่ต้องอาย ถ้าหากคุณไม่สามารถที่จะรักษาความซื่อสัตย์ต่อคนที่คุณรักได้แล้ว ใครล่ะ ที่คุณจะรักษาความซื่อสัตย์ด้วยได้ ความรักคือการให้ความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ก็อาจจะไม่ควรค่ากับความสัมพันธ์ที่คุณได้ทุ่มเทไป
วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552
นำจุดแข็งมาสร้างผลงาน
ประธานาธิบดี ลินคอล์น เรียนรู้ด้วยบทเรียนราคาแพง ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาในอดีต ลินคอล์นแต่งตั้งนายพลสามสี่คนที่ไม่มีข้อด่างพร้อย แต่ก็ไม่มีจุดแข็งอะไรที่เด่น ทำให้พ่ายแพ้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนายพลลี กลับแต่งตั้งนายพลโดยดูจากจุดแข็งที่บัญชาการรบเก่ง แม้ว่าแต่ละคนมีข้อบกพร่องร้ายแรงชัดๆ ทั้งสิ้น
ในที่สุดลินคอล์นจึงแต่งตั้งนายพลแกรนต์ซึ่งเก่ง แต่ได้รับเสียงคัดค้านเพราะขี้เหล้า ในที่สุดแกรนต์ก็นำชัยชนะมาให้เขา
ใครก็ตามที่พยายามแต่งตั้งคนที่ไม่มีจุดอ่อน ก็จะได้เพียงคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ถ้าเราอยากได้คนเก่งรอบด้านซึ่งเพียบพร้อมไม่มีที่ติ มันก็เท่ากับว่าเรากำลังหาคนพื้นๆ ที่ไม่มีจุดแข็งอะไรเลย หรือบางทีเราอาจจะได้คนที่ไม่มีความสามารถด้วยซ้ำไป
คนที่มีจุดแข็งมักจะมีจุดอ่อนมากอยู่ในตัวเสมอ ที่ใดมียอดเขาสูง ที่นั่นย่อมมีหุบเขา
การแต่งตั้งคนโดยพิจารณาจากจุดแข็งก็อาจจะพลาดโดยพยายามที่จะเปลี่ยนหน้าที่ของงานเพื่อรองรับจุดแข็งของคน ผู้บริหารที่ทรงประสิทธิผลมีทางแก้ด้วยกฎสี่ข้อคือ
1.เขารู้ว่างานนั้นออกแบบโดยคน หากงานไหนที่มันดูแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เขาจะปรับเปลี่ยนลักษณะงานบ้าง แทนที่จะหาอัจฉริยะรอบด้าน (ซึ่งไม่มี) มาทำงานนั้น สัญญาณที่จะบอกเหตุนี้ก็คือ ถ้ามีคนสองสามคนมารับงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แล้วทำไม่ได้ดีซักคน ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นเคยทำงานได้ดีมาก่อน ให้สันนิษฐานว่าอาจจะต้องออกแบบงานนั้นใหม่ นำจุดแข็งมาสร้างผลงาน
ปีเตอร์ ยกตัวอย่างคือ ตำแหน่งประธานมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในอเมริกา ตำแหน่งรองประธานฝ่ายต่างประเทศในบริษัทข้ามชาติ และตำแหน่งเอกอัครราชทูตของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย
2.ทำให้งานแต่ละอย่างเป็นงานที่ท้าทายมากพอที่จะดึงเอาศักยภาพที่คนมีอยู่ออกมาใช้งานได้เต็มที่ และต้องมีขอบเขตงานกว้างพอที่จะใช้จุดแข็งอะไรก็ตามที่มีอยู่ให้เกิดผลมากที่สุด
กฎข้อนี้จะใช้ได้ดีสำหรับงานแรกของพนักงานที่ใช้ความรู้ ไม่ว่าจุดแข็งของเขาจะเป็นอะไรก็ตาม เขาควรจะได้มีโอกาสใช้มันอย่างเต็มที่ ในงานแรกของเขานั้นจะมีมาตรฐานวัดผลงานที่พนักงานผู้นั้นจะนำไปใช้นำทางตัวเองต่อไปตลอดอาชีพการงานของเขา และใช้เป็นตัวชี้วัดตนเองและผลงานของเขา
มันสำคัญสำหรับพวกเขาที่ควรจะรู้ให้เร็วที่สุดว่า ที่ทำงานหรืองานนั้นเหมาะกับเขาหรือไม่ตั้งแต่เนิ่นๆ
พนักงานหนุ่มสาวควรถามตัวเองว่า “ฉันทำงานอยู่ในที่ที่เหมาะกับความรู้ ความสามารถ ที่เป็นจุดแข็งของฉันหรือไม่” แต่เขาจะถามคำถามนี้ไม่ได้ ถ้าขอบเขตงานแรกของเขาแคบเกินไป ง่ายเกินไป หรือออกแบบมาเพื่อรองรับความด้อยประสบการณ์ของเขา แทนที่จะออกแบบมาเพื่อให้เขาได้พัฒนาความสามารถตามศักยภาพของเขา
3.ผู้บริหารจะต้องเริ่มต้นคิดหาว่าพนักงานมีความสามารถทำอะไรได้ มากกว่าจะไปมองว่างานนั้นต้องใช้อะไรบ้าง
ซึ่งหมายความว่าพวกเขาใช้เวลามากในการคิดถึงเรื่องของ “คน” ก่อนที่จะมีการตัดสินใจคัดเลือกใครให้ทำงาน โดยเป็นการคิดเรื่องคนอย่างเอกเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานเลย
นั่นเป็นเหตุว่า ทำไมกระบวนการประเมินผลจึงนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ใช้กับพนักงานที่ใช้ความรู้ จึงต้องทำกันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประเมินคนก่อนตัดสินใจว่าพนักงานคนนั้นเหมาะกับตำแหน่งที่สูงขึ้นไปหรือไม่
ปีเตอร์ชี้ว่าวิธีประเมินผลการทำงานที่ใช้ มีต้นกำเนิดจากแบบทดสอบของจิตแพทย์ที่ใช้เพื่อรักษาคนป่วยทางจิต แบบทดสอบมองหาความผิดปกติหรือจุดบกพร่อง ซึ่งไม่เหมาะกับการประเมินผลงาน
ผู้บริหารเก่งๆ ใช้คำถามเหล่านี้แทน
4. ผู้บริหารรู้ว่าถ้าอยากได้จุดแข็งก็ต้องทนกับจุดอ่อนด้วย
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552
ทั่วไป
เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า... จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต
ทั่วไป
ความรักก็มี step ในการก้าวเดินไปอย่างนี้เรื่อยๆ ช้าบ้าง . . . เร็วบ้าง จนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่เราได้เจอคนที่ใช่จริงๆ วันนั้น . . . ความรักคงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ถึงจะหกล้มบ้าง ตกหลุมบ้าง แต่ . . . ก็ยังมีคนที่คอยประคอง คอยเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่หกล้มแล้ว . . . ต้องลุกเดินต่อด้วยตัวเองอีกต่อไป เมื่อความรัก . . . ก้าวเดิน เราจึงต้องก้าวตาม . . . อย่างระมัดระวัง จะหกล้มบ้าง จะสะดุดบ้างก็ต้องพยายามลุกขึ้น . . . และกลับมาเดินต่อไป ให้ได้ . . .
วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
7 สาวอันตรายที่หนุ่มๆกลัว
ประเภทบ้าแฟชั่น>============>แฟชั่นเขาไปถังไหน ไม่ต้องไปเปิดหนังสือแฟชั่นให้เมื่อยหรอก ดูที่การแต่งตัวของสาวประเภทนี้แหละ เจ้าหล่อนจะไม่มีวันยอมล้าหลังใครแม้แต่เสี้ยวเดียว จึงจะอดข้าวอดน้ำเพื่อเก็บเงินเอาไปซื้อเครื่องแต่งตัวก็ยอม ขอให้ได้สวยไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง>ประเภทฝันถึงเจ้าชาย>===============>สาวประเภทนี้คล้ายกับซิลเดอร์เรลล่า ที่รอคอยให้เจ้าชายมาช่วยฉุดให้พ้นจากปั_หา มีผู้ชายอยู่ใกล้ตัว หล่อนจะเหมือนกับคนปั__าอ่อน ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่เปิดกระป๋องด้วยเครื่องเปิดกระป๋องง่ายๆ ก็ทำไม่เป็น ต้องให้ "เขายื่นมือมาช่วย" แล้วหนุ่มคนไหนจะทนได้ล่ะ อยากรู้นัก>ประเภทไม่ยอมพรากจรรยา>===================>เป็นคนที่บูชาตัวเอง และเคร่งครัดศีลธรรมจรรยา จะไม่มีความสุขเพราะความรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองตลอดเวลา พลอยทำให้หนุ่มคู่ควงไม่สบายใจไปด้วย>ประเภทพูดเรื่องเซ็กส์ได้สบายปาก>=======================>ประเภทนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า "เซ็กซี่ไซเรน" คือเห็นก็รู้ว่าเป็นคนชอบเรื่องพรรณนั้น แต่งเนื้อแต่งตัวก็ชะเวิกชะวาก ยั่งยวนใจ พูดจาสัปดน ดูๆก็เป็นสาวในฝันของผู้ชายอยู่หรอก เพราะพูดจากันรู้เรื่องเร็วดี แต่ไม่เป็นงั้นน่ะซี พอเอาเข้าจริงๆหล่อนจะขืนแข็งหรือชาเย็น เรียกว่าล่อให้หนุ่มคึกเล่นเท่านั้น>ประเภททำเหมือนแม่>==============>ความจริงหล่อนหึงน่ะ แต่หนึ่งในแบบที่ว่าพยายามให้ชายพึ่งพาหล่อน เพื่อที่ว่าผู้ชายจะไม่ได้ทิ้งหล่อนไปไหน ผู้ชายอาจจะได้เงินทองของมีค่า หรือการช่วยเหลือจากหล่อน คล้ายๆกับที่ลูกที่มีแม่เป็นผู้จัดการหาทุกสิ่งทุกอย่างให้ ดูมันก็ดีหรอก แต่จริงแล้วต่อไปหล่อนจะคุมจนผู้ชายนั้นแทบจะไม่มีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง>ประเภทเอาแน่ไม่ได้>=============>ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหล่อนเป็นสาวสังคม ชอบสังสรรค์ไปทั่ว ชอบรู้จักคนโน้นคนนี้ แสวงหาแสงสีให้กับตัวเองอยู่เสมอ ดูผิวเผินหล่อนเป็นเครื่องปรุงรสชาติได้อย่างดี แต่ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่นานหน้ากากหล่อนก็จะหยุดออกเผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงของการเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวรักเดี๋ยวไม่รัก>สุดท้าย ประเภทไม่ยอมออกความเห็น>==========================>เรียกได้ว่าหล่อนมีอาการเป็นช้างเท่าหลังเต็มที่ แฟนว่าไง ฉันก็ว่างั้น หลีกเลี่ยงหรือไม่ยอมออกความคิดเห็นของตน
