วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

นำจุดแข็งมาสร้างผลงาน


หนังสือผู้บริหารทรงประสิทธิผล ของปีเตอร์ ดรักเกอร์ แปลโดยสุธี พนาวร ในบทที่สี่อธิบายว่า ผู้บริหารที่ทรงประสิทธิผลรู้ว่าต้องสร้างผลงานจากจุดแข็งของทีม ...
ประธานาธิบดี ลินคอล์น เรียนรู้ด้วยบทเรียนราคาแพง ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาในอดีต ลินคอล์นแต่งตั้งนายพลสามสี่คนที่ไม่มีข้อด่างพร้อย แต่ก็ไม่มีจุดแข็งอะไรที่เด่น ทำให้พ่ายแพ้ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนายพลลี กลับแต่งตั้งนายพลโดยดูจากจุดแข็งที่บัญชาการรบเก่ง แม้ว่าแต่ละคนมีข้อบกพร่องร้ายแรงชัดๆ ทั้งสิ้น
ในที่สุดลินคอล์นจึงแต่งตั้งนายพลแกรนต์ซึ่งเก่ง แต่ได้รับเสียงคัดค้านเพราะขี้เหล้า ในที่สุดแกรนต์ก็นำชัยชนะมาให้เขา
ใครก็ตามที่พยายามแต่งตั้งคนที่ไม่มีจุดอ่อน ก็จะได้เพียงคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ถ้าเราอยากได้คนเก่งรอบด้านซึ่งเพียบพร้อมไม่มีที่ติ มันก็เท่ากับว่าเรากำลังหาคนพื้นๆ ที่ไม่มีจุดแข็งอะไรเลย หรือบางทีเราอาจจะได้คนที่ไม่มีความสามารถด้วยซ้ำไป
คนที่มีจุดแข็งมักจะมีจุดอ่อนมากอยู่ในตัวเสมอ ที่ใดมียอดเขาสูง ที่นั่นย่อมมีหุบเขา
การแต่งตั้งคนโดยพิจารณาจากจุดแข็งก็อาจจะพลาดโดยพยายามที่จะเปลี่ยนหน้าที่ของงานเพื่อรองรับจุดแข็งของคน ผู้บริหารที่ทรงประสิทธิผลมีทางแก้ด้วยกฎสี่ข้อคือ
1.เขารู้ว่างานนั้นออกแบบโดยคน หากงานไหนที่มันดูแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เขาจะปรับเปลี่ยนลักษณะงานบ้าง แทนที่จะหาอัจฉริยะรอบด้าน (ซึ่งไม่มี) มาทำงานนั้น สัญญาณที่จะบอกเหตุนี้ก็คือ ถ้ามีคนสองสามคนมารับงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แล้วทำไม่ได้ดีซักคน ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นเคยทำงานได้ดีมาก่อน ให้สันนิษฐานว่าอาจจะต้องออกแบบงานนั้นใหม่ นำจุดแข็งมาสร้างผลงาน

ปีเตอร์ ยกตัวอย่างคือ ตำแหน่งประธานมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในอเมริกา ตำแหน่งรองประธานฝ่ายต่างประเทศในบริษัทข้ามชาติ และตำแหน่งเอกอัครราชทูตของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย
2.ทำให้งานแต่ละอย่างเป็นงานที่ท้าทายมากพอที่จะดึงเอาศักยภาพที่คนมีอยู่ออกมาใช้งานได้เต็มที่ และต้องมีขอบเขตงานกว้างพอที่จะใช้จุดแข็งอะไรก็ตามที่มีอยู่ให้เกิดผลมากที่สุด
กฎข้อนี้จะใช้ได้ดีสำหรับงานแรกของพนักงานที่ใช้ความรู้ ไม่ว่าจุดแข็งของเขาจะเป็นอะไรก็ตาม เขาควรจะได้มีโอกาสใช้มันอย่างเต็มที่ ในงานแรกของเขานั้นจะมีมาตรฐานวัดผลงานที่พนักงานผู้นั้นจะนำไปใช้นำทางตัวเองต่อไปตลอดอาชีพการงานของเขา และใช้เป็นตัวชี้วัดตนเองและผลงานของเขา
มันสำคัญสำหรับพวกเขาที่ควรจะรู้ให้เร็วที่สุดว่า ที่ทำงานหรืองานนั้นเหมาะกับเขาหรือไม่ตั้งแต่เนิ่นๆ
พนักงานหนุ่มสาวควรถามตัวเองว่า “ฉันทำงานอยู่ในที่ที่เหมาะกับความรู้ ความสามารถ ที่เป็นจุดแข็งของฉันหรือไม่” แต่เขาจะถามคำถามนี้ไม่ได้ ถ้าขอบเขตงานแรกของเขาแคบเกินไป ง่ายเกินไป หรือออกแบบมาเพื่อรองรับความด้อยประสบการณ์ของเขา แทนที่จะออกแบบมาเพื่อให้เขาได้พัฒนาความสามารถตามศักยภาพของเขา
3.ผู้บริหารจะต้องเริ่มต้นคิดหาว่าพนักงานมีความสามารถทำอะไรได้ มากกว่าจะไปมองว่างานนั้นต้องใช้อะไรบ้าง
ซึ่งหมายความว่าพวกเขาใช้เวลามากในการคิดถึงเรื่องของ “คน” ก่อนที่จะมีการตัดสินใจคัดเลือกใครให้ทำงาน โดยเป็นการคิดเรื่องคนอย่างเอกเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานเลย
นั่นเป็นเหตุว่า ทำไมกระบวนการประเมินผลจึงนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ใช้กับพนักงานที่ใช้ความรู้ จึงต้องทำกันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประเมินคนก่อนตัดสินใจว่าพนักงานคนนั้นเหมาะกับตำแหน่งที่สูงขึ้นไปหรือไม่
ปีเตอร์ชี้ว่าวิธีประเมินผลการทำงานที่ใช้ มีต้นกำเนิดจากแบบทดสอบของจิตแพทย์ที่ใช้เพื่อรักษาคนป่วยทางจิต แบบทดสอบมองหาความผิดปกติหรือจุดบกพร่อง ซึ่งไม่เหมาะกับการประเมินผลงาน
ผู้บริหารเก่งๆ ใช้คำถามเหล่านี้แทน
a. อะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ดี
b. อะไรควรจะเป็นสิ่งที่เขาน่าจะทำได้ดี
c. เขาควรพัฒนาอะไรเพิ่มเพื่อจะใช้จุดแข็งได้เต็มที่
d. ถ้าเรามีลูก จะให้ทำงานกับเขาไหม เพราะอะไร
4. ผู้บริหารรู้ว่าถ้าอยากได้จุดแข็งก็ต้องทนกับจุดอ่อนด้วย

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

ทั่วไป

ใครหลายคนชอบคิดไปไกลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง... สิ่งที่ยังไม่เกิด ความคิดนี่แหละ ที่บั่นทอนพละกำลังส่วนหนึ่งของความสุข ที่ควรจะเกิด ควรจะมี ให้ลดน้อยลงไป บางขณะ เราน่าจะทำชีวิตให้ดีกว่านั้นได้ง่ายๆ แต่เพราะความคิด ความกังวล ทำให้สิ่งที่น่าจะง่าย กลายเป็นสิ่งยุ่งยาก ถ้าความคิดบางอย่าง ยิ่งคิด ยิ่งเศร้า ยิ่งทำให้กังวล ยิ่งไม่มีความสุข ยิ่งหวาดกลัววันข้างหน้า ก็อย่าไปคิดมันเลยแค่ทำวันนี้ให้มีความสุข ทำให้ดีที่สุดกับเวลานี้ที่มีโอกาสนี้... บางที ใครจะรู้ว่า อะไรๆที่ไปกังวลนั้น อาจจะมาไม่ถึงก็ได้.. ชีวิตอาจไม่ยาวนานถึงขนาดนั้น ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ จะตื่นหรือเปล่า อย่ากังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง... มองวันนี้ ทำวันนี้ มีความสุขกับทุกวินาทีนี้ ..... ที่ยังหายใจอยู่ดีกว่า เวลามีพอเสมอสำหรับความสุข ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้... ไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีการเติบโต ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข...... เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถ..... ต่างจากความสุข ที่ทำให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ ความสุขเหมือนฝนพรำสาย อ่อนโยน งดงาม บางเบา แต่ว่างเปล่า ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข....... เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์ ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง รู้จักการเติบโตทุกๆ ก้าว ให้กำลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์
เพราะเมื่อผ่านความทุกข์ ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า... จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต

ทั่วไป

“ความรัก” ของคนเรา ก็มีเท้าเดินเหมือนกัน เมื่อแรกเริ่ม . . . ความรักก็เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะ . . . อยากจะถึงจุดหมายที่หวังไว้ คือ . . . ใครคนหนึ่งที่เรารู้สึกดีๆด้วย เมื่อสมหวังแล้วความรักก็เดินไปเรื่อยๆ . . . ไม่ต้องก้าวยาวและเร็ว . . . เดินไปตามปกติและก้าวต่อไปเรื่อยๆ . . . ในช่วงนี้ถ้าเดินเร็วไปอาจจะเจอหลุมและสะดุดได้ ก็คงจะต้องเดิน . . . อย่างระมัดระวัง . . . และก้าวให้ได้จังหวะ . . . ที่เหมาะสม แต่เมื่อถึงเวลา . . . ที่ความรักผิดหวังหรือจบลง ความรัก . . . ก็จะเดินช้าลง บางทีอาจจะช้า . . . ช้าจนเหมือนเราเดินถอยหลัง เหมือนกับ . . . คนที่หกล้มแล้วขาเจ็บ จะเดินไม่ถนัดนัก . . . ต้องรอเวลาเพื่อรักษาให้แผลที่เกิดจากการหกล้มหาย แล้วค่อยก้าวเดินต่อไป . . . อย่างปกติ
ความรักก็มี step ในการก้าวเดินไปอย่างนี้เรื่อยๆ ช้าบ้าง . . . เร็วบ้าง จนกว่าจะถึงวันหนึ่งที่เราได้เจอคนที่ใช่จริงๆ วันนั้น . . . ความรักคงเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ถึงจะหกล้มบ้าง ตกหลุมบ้าง แต่ . . . ก็ยังมีคนที่คอยประคอง คอยเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่หกล้มแล้ว . . . ต้องลุกเดินต่อด้วยตัวเองอีกต่อไป เมื่อความรัก . . . ก้าวเดิน เราจึงต้องก้าวตาม . . . อย่างระมัดระวัง จะหกล้มบ้าง จะสะดุดบ้างก็ต้องพยายามลุกขึ้น . . . และกลับมาเดินต่อไป ให้ได้ . . .

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

Dear Friendship: Friend.

Dear Friendship: Friend.